00779-1PHP infoBoard V.7 Plus
ไปดูไก่ชนในต่างแดนกันบ้างนะครับ...?

fighting-cock_16people-likes-a-fighting-cock2 ปี ค.ศ. 1958 ผู้เขียน และภรรยาของเขาได้ไปสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบาหลีเกี่ยวกับการชนไก่จนกระทั่งวันหนื่งซื่งเขากำลังดูชาวบ้านชนไก่ที่สนามชนไก่แห่งหนื่ง(ซึ่งผิด ;กฎหมาย) จู่ๆตำรวจมาวิ่งไล่จับนักเล่นไก่ทำให้นักเล่นไก่วิ่งแตกตื่นเพื่อหนีตำรวจ เขาก็วิ่งด้วยสุดท้ายชาวบ้านบางคนรวมทั่งเขาโดนจับ หลังจากนั้นเขาได้อธิบายให้ตำรวจฟังว่าเขาเพียงมาดูการชนไก่มิได้เล่นการพนันทำให้ตำรวจปล่อยเขาในที่สุดและทำให้เขาเป็นที่รู้จักคนในหมู่บ้านในที่ส ุด และเริ่มมีความสนิทสนมกับชาวบ้านและสามารถเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านโดยเฉพาะเรื่องการชนไก่ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับไก่(ส่วนคนอื่นๆโดนปรับคนละ 300รูปีแลกกับอิสรภาพ) “การชนไก่” เป็นอย่างไร การชนไก่ หรือ cockfighting ก็คือ การเอาไก่ตัวผู้ สองตัว มาชนกัน ในสังเวียน ที่จัดขึ้น ในเวลาบ่ายถึงค่ำ วันหนึ่งๆจะได้ประมาณ 9-10 คู่ ไก่เมื่ออายุได้ประมาณ ๗ เดือน มันจะถูกนำมา ฝึกซ้อม หัดปล้ำกับ ไก่ รุ่นราว คราวเดียวกัน และได้ ออกกำลังกาย อยู่เสมอ โดยเจ้าของ จะนำ ไก่ อีกตัวหนึ่ง มาล่อ ให้มันโกรธ และวิ่งไล่กัน ประมาณ ๑๕ นาที ผ่านการ กราดน้ำ กราดแดด คือ เช็ดตัว ด้วยน้ำเย็น แล้วนำไป ตากแดดจัด เมื่อไก่หิวน้ำ จะยังไม่ให้กิน เพื่อสร้าง ความอดทน ให้ไก่ ถึงกระนั้น พวกมัน ก็จะได้รับ การประคบประหงม อย่างดี มีอาหารสมบูรณ์ นักเลี้ยงไก่ จะทำทุกวิถีทาง ทั้งในขั้นตอน การเลี้ยง และระหว่าง การชน เพื่อให้ไก่ของตน ชนะ เพราะนั่นหมายถึง รายได้ก้อนโต จาก การพนัน ในบ่อนไก่ ซึ่งก็เหมือนกับ การพนันชนิดอื่น ที่ทำให้ คนเล่น กลายเป็น เศรษฐี หรือยาจก การเปรียบ คือการหาคู่ชน ซึ่งเจ้าของไก่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการจับคู่ชนก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน ซึ่งส่งผลกระทบถึงการแพ้ชนะได้ การเปรียบไก่ชนนี้ เจ้าของไก่แต่ละฝ่ายจะแลกกันจับดูไก่ โดยจะใช้มือรวบตัวเพื่อกะขนาดลำตัวและน้ำหนัก อีกทั้งพิจารณาดูรายละเอียดต่าง ๆ ของไก่แต่ละฝ่าย เช่น ความสูง ความกว้างของแผ่นหลัง ความหนาของอก ปั้นขา ตลอดจนความยาวของช่วงขา ช่วงตัว ความใหญ่ของลำคอ และความยาวความแหลมของเดือย หากดูแล้วไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันมาก เจ้าของไก่ต่างพึงพอใจทั้งสองฝ่าย ก็จะตกลงกันเรื่องเงินเดิมพัน ซึ่งจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความเก่งของไก่และฐานะของเจ้าของ อาจจะตั้งแต่ สิบห้า ริงกิตขึ้นไป จนถึงห้าร้อยริงกิต ถ้าตกลงกันได้ก็จะจับคู่ชนกันเลย โดยมีนายบ่อนหรือเจ้าของบ่อนเป็นผู้ดูแลและดำเนินการ นอกจากนี้จะต้องมีคนคอยจับเวลาในการชนไก่ คนที่ทำหน้าที่จับเวลาขณะชนไก่และการพักยกให้น้ำไก่ โดยต้องคอยมองดูอาน ซึ่งทำจากกะลามะพร้าวเจาะรูเล็กที่ก้นกะลา เมื่อวางบนน้ำ น้ำจะเข้าเต็มกะลาและจมสู่ก้นถัง หรือขวดโหล เมื่อกะลาจมแสดงว่าครบยกก็จะ ตีฆ้อง เป็นสัญญาณให้แยกไก่และหยุดพักยกให้น้ำ เมื่อหยุดพักยกให้น้ำก็จะจับอานวางบนน้ำใหม่จนกว่ากะลาจมน้ำ จึงจะ ตีฆ้อง อีกครั้งเป็นสัญญาณหมดเวลาพัก ให้เอาไก่ชน ใหม่จนกว่าไก่จะแพ้ชนะกัน ในการตัดสินแพ้ชนะมักใช้หลักเกณฑ์เหมือน ๆ กัน คือหากไก่ชนตัวใดถูกตีแล้วร้อง และวิ่งหนีด้วยอาการเชิดหัวสูง




User : เอ...ซุ้มเขื่อนยันฮี เอ...ซุ้มเขื่อนยันฮี   [แก้ไข]
14/03/2009 - 23:56 - 118.172.208.6

- แก้ไขล่าสุด
15/03/2009 - 00:20


 

ผมได้ไปเอาข้อมูลมาจากที่Googleครับ

http://images.google.co.th/imgres?imgurl=http://seedang.files.wordpress.com/2009/02/fighting-cock_27people-likes-a-fighting-cock1.png%3Fw%3D128%26h%3D84&imgrefurl=http://seedang.wordpress.com/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%258B%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2/&usg=__CydnF0eQq7uKmC2TDewUFd9_QHY=&h=84&w=128&sz=43&hl=th&start=7&tbnid=XD2Mp4jrCwNScM:&tbnh=60&tbnw=91&prev=/images%3Fq%3D%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%258B%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%26gbv%3D2%26hl%3Dth




User : เอ...ซุ้มเขื่อนยันฮี เอ...ซุ้มเขื่อนยันฮี   [แก้ไข]
14/03/2009 - 23:56 - 118.172.208.6

- แก้ไขล่าสุด
15/03/2009 - 00:14


00779-1 No. 1

ปี ค.ศ. 1958 ผู้เขียน และภรรยาของเขาได้ไปสัมผัสวิถีชีวิตของชาวบาหลีเกี่ยวกับการชนไก่จนกระทั่งวันหนื่งซื่งเขากำลังดูชาวบ้านชนไก่ที่สนามชนไก่แห่งหนื่ง(ซึ่งผิด ;กฎหมาย) จู่ๆตำรวจมาวิ่งไล่จับนักเล่นไก่ทำให้นักเล่นไก่วิ่งแตกตื่นเพื่อหนีตำรวจ เขาก็วิ่งด้วยสุดท้ายชาวบ้านบางคนรวมทั่งเขาโดนจับ หลังจากนั้นเขาได้อธิบายให้ตำรวจฟังว่าเขาเพียงมาดูการชนไก่มิได้เล่นการพนันทำให้ตำรวจปล่อยเขาในที่สุดและทำให้เขาเป็นที่รู้จักคนในหมู่บ้านในที่ส ุด และเริ่มมีความสนิทสนมกับชาวบ้านและสามารถเรียนรู้วิถีชีวิตชาวบ้านโดยเฉพาะเรื่องการชนไก่ ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับไก่(ส่วนคนอื่นๆโดนปรับคนละ 300รูปีแลกกับอิสรภาพ) “การชนไก่” เป็นอย่างไร การชนไก่ หรือ cockfighting ก็คือ การเอาไก่ตัวผู้ สองตัว มาชนกัน ในสังเวียน ที่จัดขึ้น ในเวลาบ่ายถึงค่ำ วันหนึ่งๆจะได้ประมาณ 9-10 คู่ ไก่เมื่ออายุได้ประมาณ ๗ เดือน มันจะถูกนำมา ฝึกซ้อม หัดปล้ำกับ ไก่ รุ่นราว คราวเดียวกัน และได้ ออกกำลังกาย อยู่เสมอ โดยเจ้าของ จะนำ ไก่ อีกตัวหนึ่ง มาล่อ ให้มันโกรธ และวิ่งไล่กัน ประมาณ ๑๕ นาที ผ่านการ กราดน้ำ กราดแดด คือ เช็ดตัว ด้วยน้ำเย็น แล้วนำไป ตากแดดจัด เมื่อไก่หิวน้ำ จะยังไม่ให้กิน เพื่อสร้าง ความอดทน ให้ไก่ ถึงกระนั้น พวกมัน ก็จะได้รับ การประคบประหงม อย่างดี มีอาหารสมบูรณ์ นักเลี้ยงไก่ จะทำทุกวิถีทาง ทั้งในขั้นตอน การเลี้ยง และระหว่าง การชน เพื่อให้ไก่ของตน ชนะ เพราะนั่นหมายถึง รายได้ก้อนโต จาก การพนัน ในบ่อนไก่ ซึ่งก็เหมือนกับ การพนันชนิดอื่น ที่ทำให้ คนเล่น กลายเป็น เศรษฐี หรือยาจก การเปรียบ คือการหาคู่ชน ซึ่งเจ้าของไก่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะการจับคู่ชนก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน ซึ่งส่งผลกระทบถึงการแพ้ชนะได้ การเปรียบไก่ชนนี้ เจ้าของไก่แต่ละฝ่ายจะแลกกันจับดูไก่ โดยจะใช้มือรวบตัวเพื่อกะขนาดลำตัวและน้ำหนัก อีกทั้งพิจารณาดูรายละเอียดต่าง ๆ ของไก่แต่ละฝ่าย เช่น ความสูง ความกว้างของแผ่นหลัง ความหนาของอก ปั้นขา ตลอดจนความยาวของช่วงขา ช่วงตัว ความใหญ่ของลำคอ และความยาวความแหลมของเดือย หากดูแล้วไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันมาก เจ้าของไก่ต่างพึงพอใจทั้งสองฝ่าย ก็จะตกลงกันเรื่องเงินเดิมพัน ซึ่งจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความเก่งของไก่และฐานะของเจ้าของ อาจจะตั้งแต่ สิบห้า ริงกิตขึ้นไป จนถึงห้าร้อยริงกิต ถ้าตกลงกันได้ก็จะจับคู่ชนกันเลย โดยมีนายบ่อนหรือเจ้าของบ่อนเป็นผู้ดูแลและดำเนินการ นอกจากนี้จะต้องมีคนคอยจับเวลาในการชนไก่ คนที่ทำหน้าที่จับเวลาขณะชนไก่และการพักยกให้น้ำไก่ โดยต้องคอยมองดูอาน ซึ่งทำจากกะลามะพร้าวเจาะรูเล็กที่ก้นกะลา เมื่อวางบนน้ำ น้ำจะเข้าเต็มกะลาและจมสู่ก้นถัง หรือขวดโหล เมื่อกะลาจมแสดงว่าครบยกก็จะ ตีฆ้อง เป็นสัญญาณให้แยกไก่และหยุดพักยกให้น้ำ เมื่อหยุดพักยกให้น้ำก็จะจับอานวางบนน้ำใหม่จนกว่ากะลาจมน้ำ จึงจะ ตีฆ้อง อีกครั้งเป็นสัญญาณหมดเวลาพัก ให้เอาไก่ชน ใหม่จนกว่าไก่จะแพ้ชนะกัน ในการตัดสินแพ้ชนะมักใช้หลักเกณฑ์เหมือน ๆ กัน คือหากไก่ชนตัวใดถูกตีแล้วร้อง และวิ่งหนีด้วยอาการเชิดหัวสูง

 ถือว่าไก่ตัวนั้นแพ้ แต่ถ้าร้องและวิ่งโดยไม่เชิดหัว ถ้าไม่หันมาสู้ กรรมการจะจับมาวางสู้ใหม่ ถ้าจับวาง ยังไม่สู้ให้ถือว่าไก่ตัวนั้นแพ้ ในทำนองเดียวกัน หากไก่ชนกันจนหมดแรง ไม่แพ้ชนะ ยืนเอาอกปะทะกันไขว้คอกันนิ่งอยู่ไม่ยอมชน เมื่อกรรมการจับแยกออกมาแล้วยังกลับเข้าไปอยู่ในท่าทางเช่นเดิมอีก ต้องตัดสินให้เสมอกัน

วิเคราะห์ การชนไก่วิถีชีวิตชาวบ้านของคนบาหลี การศึกษาเรื่อง “คน และการชนไก่ ในบริบทสังคมบาหลี” เป็นความพยายามเพื่อที่จะอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมในช่วง ค.ศ. 1958 อันเป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการ “เล่น” แขนงหนึ่งในสังคม นั่นคือ การชนไก่ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อที่จะตีความ วิถีชีวิตชุมชนซึ่งรัฐมองเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายและไม่ดีตามมาตรฐานรัฐ ในขณะที่ชุมชนโดยเฉพาะคนเล่นกลับมองตรงกันข้ามซึ่งเป็นการมองและให้คุณค่าจากภายในชุมชนเอง มันเป็น มรดก ทางวัฒนธรรม เป็นเอกลักษณ์ ประจำถิ่นที่ควรสืบทอด เป็นเกมกีฬา ให้ความบันเทิง เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน หากเราศึกษาเปรียบเทียบระหว่างจะใช้หลักการหรือผลตัดสินทางการกระทำ เมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกความแตกต่างระหว่างหลักการและเหตุผล หลักการ = วิธีการ (mean) ที่เป็นไปตามหลักการทางศีลธรรม ผล = เป้าหมาย (end) สิ่งที่ได้ตอบแทนตามความคาดหวังที่ประสบความสำเร็จ ตัวอย่าง ของหลักการผิดศีลธรรม แต่ได้ผลดี เช่น การขายสลากินแบ่งของรัฐ ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มไปพัฒนาประเทศ การชนไก่ของชาวบาหลีทำให้มีความสุข และทำมีเงินหมุนเวียนจากการพนัน และรายได้จากผลพวงของไก่ชน ตัวอย่าง ของหลักการที่ถูกศีลธรรม แต่ได้ผลไม่ดี รัฐไม่ขายสลากินแบ่ง ทำให้รัฐมีรายได้น้อย ไม่มีเงินไปสนับสนุนทุนนักเรียน ไม่มี การชนไก่ชาวบาหลีขาดความสุข และไม่มีเงินหมุนเวียนจากการพนัน และขาดรายได้จากผลพวงของห้ามชนไก่ มีกลุ่มนักปรัชญาในเรื่องนี้ 2 กลุ่ม คือ

1.ประโยชน์นิยม

2.หน้าที่นิยม

นักประโยชน์นิยม ย่อมเห็นว่า ผล สำคัญกว่า หลักการขณะที่ ฝ่ายหน้าที่นิยมเห็นว่า หลักการ สำคัญกว่า ผล ประโยชน์นิยมมีความเห็นว่า ค่าทางจริยธรรมเป็นอัตนัย และมีลักษณะสัมพัทธ์ ศีลธรรมไม่ใช่สิ่งที่มีค่าในตัวเองค่าของศีลธรรมอยู่ที่ทำให้เกิดประโยชน์สุขแก่คนจำนวนมากได้มากเพียงใดและยอมรับอุดมคติสุขนิยม แต่นำมาปรับปรุงให้กว้างขี้น

-นักปรัชญาฝ่ายประโยชน์นิยม

1. เบนธัม ผู้เสนอว่า ธรรมชาติของมนุษย์ คือ หลีกเลี่ยงความทุกข์ และแสวงหาความสุขทางประสาทสัมผัส

2. จอห์น สจ๊วต มิลล์ ผู้เสนอหลักการที่ว่า “การกระทำที่ดี คือ การกระทำที่ก่อให้เกิดประโยชน์สุขสำหรับคนจำนวนมากที่สุด” คนจำนวนมากที่สุด หมายถึง คนทั่วๆ ไป ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำนั้น โดยให้นับตัวเองเป็นหนึ่ง ในบรรดาคนที่จะได้รับผลการกระทำนั้น ทั้งนี้ผู้กระทำจะต้องให้ค่าความสุขของตนเองเท่ากับความสุขของคนอื่น ไม่ใช่ถือเอาความสุขของตนเองเป็นหลักเช่น ในกรณีของการชนไก่ชาวบาหลี ตามทัศนะผู้เล่นไก่ชนมองว่า มีผู้ได้ประโยชน์ มากกว่าผู้เสียประโยชน์ และคนกลุ่มน้อยในบาหลีอาจเป็นคนหนึ่ง กลุ่มหนึ่งในกลุ่มผู้เสียประโยชน์ ก็ยังต้องตัดสินว่า การชนไก่ เป็นสิ่งที่ดี

3. เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ เป็นผู้นำแนวคิดประโยชน์นิยมมาใช้เปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำเนินชีวิตที่มีมาว่า ศีลธรรม ศาสนา ประเพณี กฎหมาย แต่เดิมล้วนเป็นสิ่งที่มีค่านอกตัว และต้องเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนจำนวนมากดังนั้นการพนันในการชนไก่แม้จะผิดหลักศาสนาทั้งมุสลิมหรือพุทธ หลักการประโยชน์นิยมทำให้เกิดผลอย่างไร

1. กระทบหลักศีลธรรมตามศาสนาซึ่งสอนว่า “ต้องไม่เล่นการพนันแม้ว่าทำให้คนส่วนใหญ่เสียประโยชน์” ซึ่งประโยชน์นิยมจะบอกว่าเล่นการพนัน ได้ถ้าทำให้คนจำนวนมากได้ประโยชน์

2. คนที่ทำทุกสิ่งเพื่อหวังผลให้แก่ตัวเอง แต่เกิดเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่โดยไม่ตั้งใจ ย่อมถือว่าทำดีด้วย เช่น “รู้ล่วงหน้าก่อนคนอื่นว่า หุ้นตัวนี้ไม่ดีแล้ว จึงรีบเทขาย พอดีมีคนมาเห็น เลยเทขายกันใหญ่ คนจำนวนมากจึงรอดหายนะไปด้วย หรือในแง่ของการพนัน นายบ่อนจะได้ประโยชน์จากการเปิดบ่อนแต่ทำให้เศรษฐกิจในชุมชนสะพัดอย่างไม่รู้ตัว”

หน้าที่นิยม: ค้านท์ • เสนอทฤษฎีโครงสร้างสมองว่า ความรู้ทางคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่รู้ผ่านโครงสร้างสมอง (เรียกว่า ส่วนเหตุผลบริสุทธิ์) • แต่ ความรู้ในเรื่องศีลธรรม ไม่ได้รู้ผ่านสมอง เป็นสิ่งที่พ้นไปจากประสาทสัมผัส (เรียกว่า เหตุผลปฏิบัติ) • ค้านท์เห็นว่าอุดมคติในชีวิตคือ การเกิดมาเป็นคนดีมีศีลธรรม • ค่าทางจริยะเป็นปรนัย • ยึดหลักการ มากกว่า ผลที่ได้รับ เช่น ต้องยึดหลัก “เช่นยึดหลักการหาเลี้ยงชีพอย่างบริสุทธิตามกฎหมายของประเทศเสมอ โดยไม่ต้องไปสนใจ ผลว่า คน ในพื้นที่เกาะบาหลีจะเสียใจ หรือ ดีใจที่ทำให้วิถีชีวิต เขาเปลี่ยน” เกณฑ์ตัดสินจริยธรรมของค้านท์ • การกระทำที่ดี คือ การมีเจตนาดี (good will) • เจตนาดี คือ การทำตามหน้าที่เช่นตำรวจที่เกาะบาหลีจับคนในชุมชนที่บ่อนไก่ การทำตามหน้าที่ คือ การทำตามเหตุผล ทำตามมโนธรรม หรือ ทำตามกฏศีลธรรมสองประการซึ่งค้านท์เห็นว่าเป็นหลักการสากลโดยต้องทำโดยไม่คำนึงถึงผลใดๆ เลย

กฎศีลธรรม 2 ประการ ได้แก่

1. ทำตามหลักที่จงใจได้ว่าเป็น “กฎสากล” หมายถึง ทุกครั้งที่ทำอะไรก็ตาม ให้คิดว่าทุกคนทำสิ่งนี้ในขณะเดียวกันได้ไหม เช่นการพนันจะเป็นกฎสากลได้ ก็ต่อเมื่อ ขณะที่เรากำลังเล่นการพนัน คนที่ดูเราอยู่รู้ว่าเราเล่นการพนันและเราก็รู้ว่าเขาตระหนักดีว่า เรากำลังเล่นการพนัน 2. จงอย่าใช้เพื่อนมนุษย์เป็นเครื่องมือเพื่อการใดๆ เพราะมนุษย์มีศักดิ์ศรี และเป็นสิ่งที่มีค่าในตัวเอง เนื่องจากเราทุกคน มีเหตุผลเป็นคุณสมบัติ ค้านท์ จึง ห้ามการทำตามความรู้สึก เช่น ความสงสาร เพราะการทำด้วยความสงสารเช่นปล่อย ผู้ต้องหาที่ทำผิดจากการพนันเป็นเครื่องมือให้เขาดูว่าเราดีสุดท้ายทำให้เราสบายใจขึ้น ที่มาของกฎศีลธรรมสองข้อนั้น ค้านท์เห็นว่า กฎที่ใช้กันในโลกมีอยู่สองแบบ แบบแรก คือ กฎที่เป็นคำสั่งอย่างมีเงื่อนไข เช่น สั่งว่า ให้ทำดีแล้วจะมีรางวัลตอบแทน แต่ทำผิดเมื่อไรจะถูกลงโทษเช่นการดดนจับและปรับเนื่องจากการพนันของชาวบาหลี(มาจากเหตุผลบริสุทธิ์ จึงไม่ใช่ศีลธรรมที่แท้) แบบที่สอง คือ ศีลธรรมที่เป็นคำสั่งเด็ดขาด ซึ่งเราทำเพราะตระหนักได้เองจากมโนธรรมสำนึกว่า ต้องทำ กฎศีลธรรมแบบคำสั่งเด็ดขาดนี้เอง คือ จุดกำเนิดของกฎสองข้อที่ค้านท์ เขียนไว้ หมายความว่า เราทุกคนซึ่งเป็นมนุษย์ที่มีเหตุผล ย่อมมีความสำนึกในหน้าที่ (หรือการมีเจตนาดี) อยู่แล้วว่า จะต้องทำตาม กฎศีลธรรมซึ่งเป็นคำสั่งเด็ดขาดนี้ตลอดเวลา อย่างไม่มีข้อยกเว้น

หลักการของค้านท์ทำให้เกิดผลอย่างไร 1. การคำนึงเรื่องกฎสากลตลอดเวลา ว่าสิ่งที่ทำนั้นต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ จะทำให้แม้เรื่องกิจวัตรประจำวัน ก็เป็นเรื่องทางศีลธรรมไปด้วยเช่นการชนไก่ของชาวบาหลี 2. คนที่มีความสงสารเห็นอกเห็นใจคนอื่นบางกรณีจะกลายเป็นคนที่ไม่มีโอกาสทำความดีเลยในขณะนั้นทั้งที่ขณะทำนั้นาจจะทำผิดอาจเนื่องจากไม่รู้และก็ไม่ได้หวังผลตอบแทนอะไรเลยขณะช่วย 3. ต้องสับสนแน่ หากการทำความดีสองอย่างเป็นเรื่องต้องขัดแย้งกันเอง เช่น ระหว่าง การให้ และ การไม่ทำร้ายผู้อื่น แล้วเกิดเหตุการณ์ที่ ต้องเลือกระหว่าง การให้คนอื่น กับ การทำร้ายคนในครอบครัว การชนไก่อาจจะพัฒนาสู่สินค้า การมองการชนไก่ในอีกมุมมองหนึ่งซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่อาจจะขึ้นในบาหลีและที่อื่นๆขื้นอยู่กาลเวลาและสถานการณ์ กระบวนการกลายเป็นสินค้าของการชนไก่เป็นกระบวนการของการสร้างคุณค่าความพยายามของกลุ่มคนหลาย ๆ กลุ่ม เพื่อรวบรวมและรักษาความรู้และประสบการณ์การเลี้ยงไก่ชนที่กระจัดกระจายอยู่ตามแหล่งต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้าง “ภาพ” ให้กับสินค้า และ “ภาพ” เหล่านั้นมี “คุณค่า” ต่อผู้บริโภคซึ่งก็ถูกให้สัญลักษณ์จากสังคมเช่นเดียวกัน โดยภาพดังกล่าวนั้นเป็นภาพที่เกิดจากความพยายามที่จะรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่เดิมอันได้แก่ พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการชนไก่ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสรรสายพันธุ์ไก่ชน การปรนไก่ การปล้ำไก่หรือซ้อมไก่ และการชนไก่ สิ่งเหล่านี้มาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งใหม่ ๆ นั่นคือ ภาพเหล่านั้นถูกนำมาใช้เพื่อให้สังคมยอมรับในสิ่งที่คนในแวดวงไก่ชนกระทำอยู่ ถึงแม้ว่าการชนไก่จะมีภาพที่เกี่ยวข้องกับการพนันและการทรมานสัตว์ แต่สังคมอาจจะจะยอมรับในสิ่งดี ๆ ที่คนในแวดวงพยายามนำเสนอ เช่น ไก่ชนเป็นสัตว์เศรษฐกิจ การชนไก่เป็นการละเล่นพื้นบ้านที่สมควรอนุรักษ์และพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไป เป็นต้น อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวยังคงอยู่ในสภาวะของการเริ่มต้นเท่านั้น กระบวนการนี้จะยั่งยืนยาวนานต่อไปเท่าใดคงต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องตัดสิน หากกระบวนการกลายเป็นสินค้าของการชนไก่ที่กำลังปรากฏอยู่ในสังคมสามารถสื่อ “อะไร” ให้กับสังคมได้




User : เอ...ซุ้มเขื่อนยันฮี เอ...ซุ้มเขื่อนยันฮี   [แก้ไข]
15/03/2009 - 00:05 - 118.172.208.6

00779-1 No. 2

http://www.sabong.net.ph/

ไก่ชนในอเมริกาครับ

 http://sabong.net.ph/gallery/showphoto.php?photo=61870&limit=recent 

http://www.sabong.net.ph/




User : เอ...ซุ้มเขื่อนยันฮี เอ...ซุ้มเขื่อนยันฮี   [แก้ไข]
15/03/2009 - 00:23 - 118.172.208.6

- แก้ไขล่าสุด
15/03/2009 - 11:35


00779-1 No. 3


หน้า : 1